กินผักผลไม้อะไรให้ถ่ายง่าย — อาหารกากใยสำหรับริดสีดวงและแผลปริ

แพทย์บอกให้กินผักผลไม้เยอะๆ แล้วกินอะไร เท่าไหร่ — รายชื่อผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชที่หาได้ในไทย พร้อมกากใยต่อหนึ่งส่วน ชนิดที่ทำให้ท้องผูกกว่าเดิม และวิธีเพิ่มโดยไม่ท้องอืด

เป้าหมายคืออุจจาระนิ่มจนถ่ายได้โดยไม่ต้องเบ่ง ผัก ผลไม้ และธัญพืชที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุด คือ ฝรั่งกินทั้งเปลือก แก้วมังกรเนื้อสีชมพู กีวี แอปเปิลเขียว กล้วยน้ำว้าสุกงอม มะละกอสุก กระเจี๊ยบเขียว ถั่วฝักยาว ถั่วพู ผักบุ้ง ถั่วเมล็ดแห้งต้ม ข้าวกล้อง และข้าวโอ๊ต — กินร่วมกับ น้ำเปล่าวันละราว 1.5–2 ลิตร (แก้วขนาด 250 มล. ประมาณ 6–8 แก้ว)

คำแนะนำ “กินผักผลไม้เยอะๆ” ปรากฏในเกือบทุกโรคบริเวณทวารหนัก ตั้งแต่ ริดสีดวงทวาร ไปจนถึง แผลปริขอบทวาร เพราะการเบ่ง กับอุจจาระแข็งคือแรงที่ทำให้โรคเหล่านี้เกิดและกำเริบซ้ำ หน้านี้ตอบว่าคำแนะนำนั้นแปลเป็นอาหารจริง บนโต๊ะได้ว่าอะไรบ้าง

ทำไมกากใยจึงนับเป็นการรักษา ไม่ใช่แค่คำแนะนำประกอบ

ในแผลปริขอบทวาร การทำให้อุจจาระนิ่มคือตัวการรักษาเอง ถ้าอุจจาระยังแข็ง แผลจะถูกครูดซ้ำทุกวัน จนไม่มีโอกาสหาย ยาทาและการแช่ก้นน้ำอุ่น ก็ช่วยได้เพียงบรรเทาอาการ ในริดสีดวงทวารก็เช่นกัน การเบ่งซ้ำๆ ดันให้หัวริดสีดวงโตขึ้นและยื่นออกมามากขึ้นเรื่อยๆ

กากใยทำงานสองแบบ และร่างกายต้องการทั้งคู่

  • กากใยที่ละลายน้ำ (ในมะละกอ กล้วยสุก ข้าวโอ๊ต แอปเปิล เม็ดแมงลัก) อุ้มน้ำเป็นเจล ทำให้อุจจาระนิ่มและลื่น — ส่วนนี้สำคัญที่สุดสำหรับคนที่เจ็บเวลาถ่าย
  • กากใยที่ไม่ละลายน้ำ (ในผักใบ เปลือกผลไม้ ข้าวกล้อง รำข้าว) เพิ่มปริมาณกากและกระตุ้น ให้ลำไส้เคลื่อนตัว

ทั้งสองอย่างต้องมีน้ำมาด้วยเสมอ การเพิ่มกากใยโดยดื่มน้ำไม่พอทำให้ท้องผูกหนักกว่าเดิม เพราะกากที่เพิ่มขึ้นแต่แห้งจะยิ่งแข็งและเคลื่อนยาก

ต้องได้วันละเท่าไหร่

ผู้ใหญ่ควรได้กากใยประมาณ 25 กรัมต่อวัน ขณะที่คนไทยทั่วไปได้ราวครึ่งเดียว ตัวเลขนี้ ไม่ต้องนับทุกมื้อ แต่มีไว้ให้เห็นว่าผลไม้วันละชิ้นเดียวยังห่างจากเป้าหมายมาก

ตัววัดที่ใช้ได้จริงกว่าคือลักษณะอุจจาระ — นิ่ม เป็นลำ ออกง่าย ไม่ต้องเบ่ง และไม่รู้สึกถ่ายไม่สุด ถ้าได้แบบนี้แล้ว ไม่ต้องเพิ่มกากใยไปมากกว่านั้น

ดื่มน้ำเท่าไหร่จึงจะพอ

ผู้ใหญ่ทั่วไปควรได้น้ำเปล่าราว 1.5–2 ลิตรต่อวัน หรือประมาณ 6–8 แก้ว เมื่อใช้แก้วน้ำ ขนาด 250 มิลลิลิตร นับเฉพาะน้ำเปล่าและเครื่องดื่มที่ไม่หวาน ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เสียเหงื่อมาก หรืออยู่ในอากาศร้อนแบบบ้านเราต้องมากกว่านี้

ตัววัดที่ง่ายที่สุดคือ สีปัสสาวะ — สีเหลืองอ่อนใสแปลว่าน้ำพอ ถ้าสีเข้มและปัสสาวะน้อยแปลว่ายังน้อยไป เมื่อเพิ่มกากใย ต้องเพิ่มน้ำตามไปด้วยเสมอ

ข้อยกเว้นคือผู้ที่แพทย์สั่ง จำกัดน้ำ เช่น โรคไตบางระยะหรือภาวะหัวใจล้มเหลว กลุ่มนี้ให้ยึด ปริมาณที่แพทย์กำหนดเป็นหลัก และต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเพิ่มกากใย

ผลไม้ — เลือกอย่างไรและได้กากใยเท่าไหร่

ผลไม้ใยอาหาร ต่อ 100 ก.1 ส่วนที่กินจริง ได้ประมาณ
ลูกพรุนแห้ง* ●▲7.1 ก.5–6 เม็ด ≈ 3.5 ก.
ฝรั่ง (รวมสายพันธุ์ กินทั้งเปลือก)3.7 ก.ครึ่งผลกลาง ≈ 3.5 ก.
แอปเปิลเขียว (ทั้งเปลือก)3.2 ก.1 ผลเล็ก ≈ 4 ก.
แก้วมังกรเนื้อสีชมพู ▲3.0 ก.ครึ่งผล ≈ 4 ก.
ส้มสายน้ำผึ้ง3.0 ก.1 ผลกลาง ≈ 3 ก.
กีวี ▲2.4 ก.2 ผล ≈ 3 ก.
กล้วยน้ำว้าสุก ●▲2.4 ก.2 ผล ≈ 3 ก.
แอปเปิลแดง2.3 ก.1 ผลเล็ก ≈ 3 ก.
มะละกอสุก ▲1.9 ก.1 ถ้วย ≈ 2.5 ก.
แก้วมังกรเนื้อสีขาว ▲1.9 ก.ครึ่งผล ≈ 2.5 ก.
สาลี่ (ปอกเปลือก)1.8 ก.1 ผลเล็ก ≈ 2.5 ก.
ส้มเขียวหวาน1.6 ก.1 ผลกลาง ≈ 1.5 ก.
สับปะรด1.6 ก.1 ถ้วย ≈ 2.5 ก.
ส้มโอ1.5 ก.1 ถ้วย (กลีบ) ≈ 2 ก.
มะม่วงสุก (แล้วแต่พันธุ์) ●1.1–2.1 ก.ครึ่งผล ≈ 1.5–2.5 ก.
ชมพู่0.9–1.1 ก.2 ผล ≈ 1 ก.

● น้ำตาลสูง — ผู้ที่เป็นเบาหวานคุมปริมาณ · ▲ โพแทสเซียมสูง (ตั้งแต่ราว 200 มก. ต่อ 100 กรัม) — เฉพาะผู้ที่เป็นโรคไตที่แพทย์สั่งให้คุมโพแทสเซียม ผู้ที่ผลเลือดปกติไม่ต้องเลี่ยง

ตัวเลขต่อ 100 กรัมในทุกตารางของหน้านี้มาจากฐานข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการอาหารไทย (Thai Food Composition Database) ของสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยนับเฉพาะส่วนที่กินได้ ส่วนคอลัมน์ขวา เป็นการประมาณจากขนาดที่คนกินจริง จึงใช้เทียบกันได้แต่ไม่ใช่ตัวเลขที่ต้องนับให้ตรง เครื่องหมาย * คือรายการที่ไม่มีในฐานข้อมูลไทย จึงอ้างอิงตารางสากลแทน

จุดที่ต่างจากที่หลายคนเข้าใจคือ ฝรั่งไทยให้ใยอาหารราว 3.7 กรัมต่อ 100 กรัม ไม่ใช่ 5 กรัม อย่างที่มักอ้างกัน เพราะตัวเลข 5 กรัมมาจากฝรั่งคนละสายพันธุ์ในตารางต่างประเทศ ฝรั่งยังเป็นผลไม้ สดที่ใยอาหารสูงที่สุดในกลุ่มที่หาซื้อได้ทั่วไปอยู่ดี แต่ไม่ได้สูงจนกินผลเดียวแล้วพอทั้งวัน

ลูกพรุน เป็นผลไม้ที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดที่สุดในเรื่องท้องผูก เพราะมีทั้งกากใยและซอร์บิทอล ซึ่งดึงน้ำเข้าลำไส้ เริ่มที่วันละ 3–4 เม็ดก่อน ถ้ากินทีเดียวมากอาจท้องอืดหรือถ่ายเหลว

มะละกอสุกและกล้วยน้ำว้าสุกงอม ใยอาหารอยู่ในระดับกลางๆ แต่เนื้อนิ่ม ย่อยง่าย ราคาถูก และหาได้ทุกที่ จึงเป็นตัวเลือกที่คนกินได้สม่ำเสมอจริงในระยะยาว ซึ่งสำคัญกว่าการเลือกชนิดที่ ใยอาหารสูงสุดแล้วกินได้ไม่กี่วัน

ผลไม้อบแห้งอย่างมะม่วงหรือสับปะรดมีใยอาหารสูงถึง 10–13 กรัมต่อ 100 กรัม เพราะน้ำถูกดึงออกไป แต่ก็ทำให้น้ำตาลเข้มข้นขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน จึงใช้เป็นของกินเล่นเสริมได้ ไม่ใช่แหล่งกากใยหลัก

ผัก — ชนิดที่ได้กากใยคุ้มต่อหนึ่งทัพพี

ผักสุก 1 ทัพพีหนักราว 40–50 กรัม ตัวเลขคอลัมน์ขวาจึงคิดจากขนาดนี้

ผักใยอาหาร ต่อ 100 ก.1 ทัพพี ได้ประมาณ
กระเจี๊ยบเขียว (ฝักอ่อน ดิบ)4.2 ก.6–8 ฝัก ≈ 2 ก.
ถั่วพู (ฝัก)3.9 ก.≈ 1.8 ก.
ถั่วฝักยาว ▲3.8 ก.≈ 1.7 ก.
ผักบุ้งไทย (ต้นแดง) ▲3.8 ก.≈ 1.7 ก.
แครอท ▲3.4 ก.≈ 1.5 ก.
ผักบุ้งไทย (ต้นขาว) ▲3.3 ก.≈ 1.5 ก.
กระเจี๊ยบเขียว (ต้ม)3.0 ก.6–8 ฝัก ≈ 1.8 ก.
มะเขือเปราะ ▲2.7–3.3 ก.5–6 ลูก ≈ 1.5 ก.
ผักบุ้งจีน ▲2.9 ก.≈ 1.3 ก.
คะน้า (ก้านและใบ) ▲2.8 ก.≈ 1.3 ก.
หน่อไม้ฝรั่ง ▲2.6 ก.≈ 1.2 ก.
เห็ดนางฟ้า2.6 ก.≈ 1.2 ก.
ตำลึง2.4 ก.≈ 1.1 ก.
บร็อคโคลี ▲2.3 ก.≈ 1 ก.
ฟักทอง (ไม่ปอกเปลือก ต้ม)2.2 ก.1 ถ้วย ≈ 2.5 ก.
เห็ดฟาง2.1 ก.≈ 1 ก.
กะหล่ำดอก2.0 ก.≈ 0.9 ก.
ผักกาดหอม1.4 ก.1 จานสลัด ≈ 0.7 ก.

● น้ำตาลสูง — ผู้ที่เป็นเบาหวานคุมปริมาณ · ▲ โพแทสเซียมสูง (ตั้งแต่ราว 200 มก. ต่อ 100 กรัม) — เฉพาะผู้ที่เป็นโรคไตที่แพทย์สั่งให้คุมโพแทสเซียม ผู้ที่ผลเลือดปกติไม่ต้องเลี่ยง

กระเจี๊ยบเขียว ได้เปรียบตรงเมือกลื่นซึ่งเป็นกากใยชนิดละลายน้ำ ช่วยให้อุจจาระลื่นขึ้นชัดเจน ในผู้ที่เจ็บเวลาถ่าย

ตัวเลขชุดนี้อธิบายสิ่งที่คนไข้หลายคนเจอ — ผักหนึ่งทัพพีให้กากใยเพียง 1–2 กรัมเท่านั้น กินผักวันละทัพพีสองทัพพีจึงยังห่างจาก 25 กรัมมาก ต้องอาศัยทั้งผัก ผลไม้ และข้าวหรือถั่วรวมกัน

ข้อสังเกตอีกอย่างคือ ผักสลัดใบเขียวจานใหญ่ให้กากใยน้อยกว่าที่คิด เพราะเป็นน้ำเสียส่วนใหญ่ ผักกาดหอมได้เพียง 1.4 กรัมต่อ 100 กรัม ขณะที่ผักบุ้งหรือถั่วฝักยาวได้เกือบสามเท่า ผักสุกอัดแน่นหนึ่งทัพพีจึงให้กากใยมากกว่าผักสดจานโต

ถั่วและธัญพืช — ส่วนที่คนมองข้ามแต่ให้กากใยมากที่สุด

ถ้ากินผักผลไม้เต็มที่แล้วยังไม่พอ ส่วนนี้คือจุดที่เพิ่มได้เร็วที่สุด

อาหารใยอาหาร ต่อ 100 ก.1 ส่วนที่กินจริง ได้ประมาณ
เม็ดแมงลัก (เมล็ดแห้ง)56.8 ก.1 ช้อนโต๊ะแช่น้ำแล้ว ≈ 4.5 ก.
เมล็ดเจีย*34 ก.1 ช้อนโต๊ะ ≈ 4 ก.
ถั่วเขียวเมล็ดแห้ง26.1 ก.ต้มสุกครึ่งถ้วย ≈ 7 ก.
ถั่วแดงหลวงเมล็ดแห้ง25.4 ก.ต้มสุกครึ่งถ้วย ≈ 7 ก.
ถั่วดำเมล็ดแห้ง19.7 ก.ต้มสุกครึ่งถ้วย ≈ 6 ก.
งาดำ (คั่ว)15.7 ก.1 ช้อนโต๊ะ ≈ 1.6 ก.
เมล็ดทานตะวัน11.1 ก.1 กำมือเล็ก ≈ 3 ก.
ข้าวโอ๊ต (ดิบ)9.9 ก.ครึ่งถ้วย ≈ 4 ก.
ถั่วลิสง (ต้มหรือคั่ว)6.2 ก.1 กำมือเล็ก ≈ 2 ก.
ขนมปังโฮลวีท5.9 ก.2 แผ่น ≈ 3.5 ก.
เมล็ดฟักทอง (คั่ว)5.2 ก.1 กำมือเล็ก ≈ 1.5 ก.
ข้าวกล้อง (สุก)2.0 ก.1 ทัพพี ≈ 1.2 ก.
ข้าวขาว (สุก)ข้าวสารดิบได้เพียง 0.7–0.9 ก. เทียบกับข้าวกล้องดิบ 3.5–3.9 ก.1 ทัพพี ≈ 0.3 ก.

อาหารเกือบทั้งตารางนี้สูงทั้งโพแทสเซียมและฟอสฟอรัส (ถั่วดำเมล็ดแห้งมีโพแทสเซียม 1,303 มก. ต่อ 100 กรัม) ผู้ที่เป็นโรคไตซึ่งแพทย์ให้คุมแร่ธาตุสองตัวนี้จึงต้องให้แพทย์กำหนดปริมาณ ไม่เพิ่มเอง

ถั่วเมล็ดแห้งดูตัวเลขสูงมากเพราะเป็นค่าของเมล็ดแห้ง เมื่อต้มแล้วเมล็ดจะอุ้มน้ำพองขึ้น 2–3 เท่า ใยอาหารต่อน้ำหนักจึงเจือจางลงตามไปด้วย แต่ถั่วต้มครึ่งถ้วยเดียวก็ยังให้กากใยมากกว่าผักหลายทัพพีรวมกัน นี่คือจุดที่เพิ่มได้เร็วที่สุดสำหรับคนที่กินผักได้น้อย

ข้าวกล้องหนึ่งทัพพีดูเหมือนได้เพิ่มไม่มาก แต่เมื่อเปลี่ยนทั้งสามมื้อทุกวันจะกลายเป็นกากใยที่เพิ่มขึ้น อย่างสม่ำเสมอโดยไม่ต้องเปลี่ยนวิธีกินอย่างอื่นเลย

เม็ดแมงลัก เมล็ดเจีย และไซเลียม ต้องแช่น้ำให้พองเต็มที่ก่อนกิน และดื่มน้ำตามให้มาก ห้ามกลืนแบบแห้ง เพราะเมล็ดที่พองในหลอดอาหารอาจทำให้ติดหรือสำลักได้ ผู้ที่กลืนลำบาก เคยมีลำไส้ตีบหรืออุดตัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ และควรเว้นระยะจากยาชนิดอื่นราว 2 ชั่วโมง เพราะกากใยอาจรบกวนการดูดซึมยา

วิธีไทยๆ ที่ได้กากใยเยอะโดยไม่ต้องเปลี่ยนวิธีกิน

หลายคนไม่ชอบกินผักเป็นจานแยก แต่กับข้าวไทยหลายอย่างมีผักอยู่มากอยู่แล้ว

  • น้ำพริกกับผักลวก — วิธีที่ให้ผักต่อมื้อมากที่สุดวิธีหนึ่ง
  • แกงเลียง แกงส้ม แกงจืดตำลึง ต้มจับฉ่าย — ผักหลายชนิดในหม้อเดียว
  • ส้มตำ — มะละกอดิบให้ใยอาหาร 2.6 กรัมต่อ 100 กรัม สูงกว่ามะละกอสุกด้วยซ้ำ (ถ้ากำลังเจ็บแผลปริ ให้ลดความเผ็ดลงก่อน)
  • ยำถั่วพู ยำผักกูด สลัดแขก
  • ถั่วเขียวต้มหรือเต้าส่วนแทนของหวานแป้งล้วน
  • เปลี่ยนข้าวขาวเป็น ข้าวกล้องหรือข้าวไรซ์เบอร์รี อย่างน้อยวันละมื้อ

ตัวอย่างหนึ่งวันที่ได้กากใยราว 25 กรัม

  • เช้า — ข้าวโอ๊ตครึ่งถ้วย กับกล้วยน้ำว้าสุก 2 ผล (ราว 7 กรัม)
  • กลางวัน — ข้าวกล้อง 2 ทัพพี กับผัดผักบุ้งหรือแกงส้มผักรวม 2 ทัพพี (ราว 5.5 กรัม)
  • บ่าย — ฝรั่งครึ่งผลกินทั้งเปลือก (ราว 3.5 กรัม)
  • เย็น — ข้าวกล้อง 2 ทัพพี กับน้ำพริกผักลวกหรือแกงเลียง 3 ทัพพี (ราว 6.5 กรัม)
  • หลังอาหารเย็น — มะละกอสุกหนึ่งถ้วย (ราว 2.5 กรัม)
  • ตลอดวัน — น้ำเปล่า 1.5–2 ลิตร (6–8 แก้ว)

รวมแล้วราว 25 กรัม ซึ่งต้องอาศัยผักผลไม้ทุกมื้อจริงๆ ไม่ใช่ผลไม้จานเดียวตอนเย็น วันไหนกินผักได้น้อย การเติมถั่วต้มครึ่งถ้วยชดเชยได้ทันทีราว 7 กรัม นี่เป็นเพียงตัวอย่างให้เห็นสัดส่วน ไม่ใช่เมนูที่ต้องทำตาม สลับชนิดตามฤดูกาลและราคาได้ทั้งหมด

อาหารที่ทำให้ท้องผูกกว่าเดิม

  • กล้วยดิบและกล้วยห่าม — มีแป้งที่ย่อยยากและแทนนิน ต้องเลือกกล้วยที่สุกงอมจนเปลือกมีจุดน้ำตาล
  • ฝรั่งดิบที่ยังฝาด — แทนนินเช่นเดียวกัน ฝรั่งสุกพอดีจึงจะช่วย
  • ชาเข้มๆ โดยเฉพาะที่ดื่มแทนน้ำเปล่าทั้งวัน
  • ข้าวขาว ขนมปังขาว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของทอด และอาหารแปรรูป ที่แทบไม่มีกากใย เมื่อกินเป็นหลักจะเบียดที่ของอาหารที่มีกากใยไปโดยปริยาย
  • แอลกอฮอล์ ทำให้ร่างกายขาดน้ำ อุจจาระจึงแข็งขึ้น
  • น้ำผลไม้กรองกาก ให้ความหวานแต่แทบไม่ให้กากใย

ส่วนกาแฟและนม ผลต่างกันในแต่ละคน กาแฟกระตุ้นลำไส้ในหลายราย ขณะที่บางคนท้องผูกขึ้นเมื่อดื่มนมมาก ให้สังเกตตัวเองเป็นหลัก

เพิ่มกากใยแล้วท้องอืด แน่นท้อง

เกิดได้บ่อยและมักเป็นเรื่องของ จังหวะ ไม่ใช่ชนิดอาหาร

  • ค่อยๆ เพิ่มตลอด 1–2 สัปดาห์ แทนการเพิ่มทีเดียวในวันเดียว
  • ดื่มน้ำให้ได้ 1.5–2 ลิตรต่อวัน และเพิ่มขึ้นตามปริมาณกากใยที่เพิ่ม
  • ช่วงแรกลดผักที่ทำให้เกิดแก๊สมาก เช่น กะหล่ำปลี บรอกโคลี ดอกกะหล่ำ และถั่วเมล็ดแห้ง แล้วใช้ผลไม้เนื้อนิ่มกับผักใบแทนไปก่อน
  • เคลื่อนไหวร่างกายบ้าง เดินวันละ 20–30 นาทีช่วยให้ลำไส้ทำงานดีขึ้น

อาการท้องอืดส่วนใหญ่ลดลงเองเมื่อลำไส้ปรับตัวได้ภายในไม่กี่สัปดาห์

ใครที่ไม่ควรเพิ่มกากใยเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

  • ผู้ที่ ปวดท้องรุนแรง ท้องอืดมาก อาเจียน หรือไม่ผายลม — อาจมีลำไส้อุดตัน ซึ่งการเพิ่มกาก จะทำให้แย่ลง ต้องพบแพทย์
  • ผู้ที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่า ลำไส้ตีบ หรือเคยผ่าตัดช่องท้องแล้วมีพังผืด
  • ผู้ที่ต้อง จำกัดน้ำ เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลวหรือโรคไตบางระยะ เพราะเพิ่มกากใยแต่ดื่มน้ำไม่ได้ จะยิ่งท้องผูก
  • ผู้ที่เป็นเบาหวาน — ผลไม้ที่แนะนำในหน้านี้บางชนิดน้ำตาลสูง โดยเฉพาะกล้วยสุกงอม ลูกพรุน ทุเรียน ลำไย และขนุน ให้คุมปริมาณและกินพร้อมมื้ออาหาร ส่วนฝรั่ง แก้วมังกร และมะละกอ น้ำตาลต่ำกว่าและใช้แทนได้
  • ผู้ที่เป็นโรคไต ที่แพทย์สั่งให้คุมโพแทสเซียมหรือฟอสฟอรัส — ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืชไม่ขัดสี และผักผลไม้บางชนิดสูงทั้งสองอย่าง ควรให้แพทย์หรือนักกำหนดอาหารกำหนดชนิดและปริมาณให้
  • ผู้ที่มีอาการ กลืนลำบาก ไม่ควรใช้เม็ดแมงลัก เมล็ดเจีย หรือไซเลียม

อาหารเผ็ดและเรื่องที่มักถูกโทษเกินจริง

พริกไม่ได้ทำให้เกิดริดสีดวงหรือแผลปริ แต่ในช่วงที่มีแผลหรือการอักเสบ อาหารเผ็ดจัดอาจทำให้ แสบทวารมากขึ้นตอนถ่าย การลดความเผ็ดชั่วคราวจึงช่วยให้สบายตัวขึ้นระหว่างรักษา และไม่จำเป็นต้องงดถาวรเมื่อหายดีแล้ว

เมื่อไหร่ที่ไม่ใช่เรื่องอาหาร

การปรับอาหารแก้ท้องผูกได้ แต่แก้ทุกอาการทางทวารหนักไม่ได้ ควรมาตรวจเมื่อมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

  • เลือดออกทางทวารหนักที่ยังมีอยู่ แม้อุจจาระนิ่มแล้ว หรือเลือดปนในเนื้ออุจจาระ สีคล้ำ หรือมีมูกเลือด
  • นิสัยการขับถ่ายเปลี่ยนไปนานเกิน 2–3 สัปดาห์ ลำอุจจาระเล็กลง ท้องผูกสลับท้องเสีย
  • น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ ซีด หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
  • มี ก้อน หนอง หรือรูซึม ที่ข้างทวาร
  • แผลที่ทวารไม่หายภายใน 6–8 สัปดาห์ ทั้งที่แก้ท้องผูกได้แล้ว
  • ท้องผูกที่ เริ่มเป็นครั้งแรกหลังอายุ 45–50 ปี โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
  • มีคนในครอบครัวสายตรงเป็น มะเร็งลำไส้ใหญ่หรือติ่งเนื้อลำไส้

รายละเอียดของเลือดที่ต้องแยกอยู่ที่ ถ่ายเป็นเลือด กลัวเป็นมะเร็ง แยกจากริดสีดวงได้อย่างไร

การปรับอาหารเป็นสิ่งที่ทำได้เองและได้ผลจริงในคนส่วนใหญ่ แต่ถ้าทำเต็มที่แล้วยังเจ็บ ยังมีเลือด หรือยังถ่ายลำบาก แปลว่ามีอย่างอื่นที่ต้องตรวจดู แวะเข้ามาให้แพทย์ดูสักครั้งจะได้รู้ว่ากำลังแก้ถูกจุดหรือไม่

คำถามที่พบบ่อย

กดที่คำถามเพื่อดูคำตอบ

วันหนึ่งต้องกินกากใยเท่าไหร่

ผู้ใหญ่ควรได้ประมาณ 25 กรัมต่อวัน คนไทยส่วนใหญ่ได้ราวครึ่งเดียวของจำนวนนี้ ในทางปฏิบัติแปลว่าผักสุกอย่างน้อย 4 ทัพพี ผลไม้ 3–4 ส่วน และเปลี่ยนข้าวขาวหรือขนมปังขาวบางมื้อเป็นข้าวกล้องหรือโฮลวีต เพราะผัก 1 ทัพพีให้ใยอาหารเพียง 1–2 กรัมเท่านั้น ไม่ต้องนับเป็นกรัมทุกวัน ให้ดูที่ผลลัพธ์คืออุจจาระนิ่ม เป็นลำ และถ่ายโดยไม่ต้องเบ่ง

ผลไม้ชนิดไหนกากใยสูงที่สุดที่หาซื้อได้ทั่วไป

ฝรั่งเป็นผลไม้สดที่ใยอาหารสูงที่สุดในกลุ่มที่หาซื้อได้ทั่วไป ตามฐานข้อมูลอาหารไทยได้ 3.7 กรัมต่อ 100 กรัม หรือราว 3.5 กรัมต่อครึ่งผลกลางเมื่อกินทั้งเปลือก ไม่ใช่ 5 กรัมอย่างที่มักอ้างกันจากตารางต่างประเทศ รองลงมาคือแอปเปิลเขียว แก้วมังกรเนื้อสีชมพู ส้มสายน้ำผึ้ง กีวี และกล้วยน้ำว้าสุก ส่วนมะละกอสุกกับส้มโอใยอาหารปานกลางแต่ย่อยง่าย จึงเหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มเพิ่มกากใย

เป็นเบาหวานหรือโรคไต ต้องระวังผลไม้ชนิดไหน

ทั้งสองกลุ่มไม่ต้องงดผักผลไม้ แต่ต้องเลือกชนิด ผู้ที่เป็นเบาหวานให้คุมปริมาณผลไม้ที่น้ำตาลสูง เช่น กล้วยสุกงอม ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ ขนุน มะม่วงสุก และลูกพรุน โดยกินครั้งละ 1 ส่วนพร้อมมื้ออาหาร ส่วนผู้ที่เป็นโรคไตที่แพทย์สั่งให้คุมโพแทสเซียมหรือฟอสฟอรัส ต้องระวังถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืชไม่ขัดสี และผักผลไม้ที่โพแทสเซียมสูง ทั้งสองกลุ่มควรให้แพทย์หรือนักกำหนดอาหารกำหนดชนิดและปริมาณให้เฉพาะราย

กินกล้วยแล้วยิ่งท้องผูก เป็นไปได้ไหม

เป็นไปได้ และเป็นเรื่องที่พบบ่อย กล้วยดิบหรือกล้วยห่ามยังมีแป้งที่ย่อยยากและสารแทนนินซึ่งทำให้อุจจาระแข็งขึ้น ต้องเลือกกล้วยที่สุกงอมจนเปลือกมีจุดน้ำตาลจึงจะช่วยเรื่องการขับถ่าย เช่นเดียวกับฝรั่งดิบที่ฝาดและชาเข้มๆ ซึ่งมีแทนนินเหมือนกัน

กินผักผลไม้เยอะแล้วท้องอืดมาก ทำอย่างไร

มักเกิดจากเพิ่มเร็วเกินไปหรือดื่มน้ำไม่พอ ให้ค่อยๆ เพิ่มทีละน้อยตลอด 1–2 สัปดาห์แทนการเพิ่มทีเดียว ดื่มน้ำเปล่าให้ได้วันละ 1.5–2 ลิตร หรือราว 6–8 แก้วขนาด 250 มล. และช่วงแรกลดผักที่ทำให้เกิดแก๊สมาก เช่น กะหล่ำปลี บรอกโคลี ดอกกะหล่ำ และถั่วเมล็ดแห้ง โดยใช้ผลไม้เนื้อนิ่มกับผักใบแทนไปก่อน อาการท้องอืดมักลดลงเองเมื่อร่างกายปรับตัวได้

กินน้ำผลไม้แทนผลไม้ได้ไหม

ไม่เท่ากัน น้ำผลไม้ที่กรองกากออกแล้วแทบไม่เหลือกากใย น้ำผลไม้คั้นหนึ่งแก้วให้กากใยไม่ถึงครึ่งกรัม ขณะที่ส้มหนึ่งผลให้ราว 1.5–3 กรัม แล้วแต่พันธุ์ ถ้าชอบดื่ม ให้ปั่นทั้งเนื้อและไม่กรองกากทิ้ง หรือกินผลไม้เป็นชิ้นจะได้ประโยชน์มากกว่า

เม็ดแมงลักหรือไซเลียมใช้แทนผักผลไม้ได้ไหม

ใช้เสริมได้เมื่อกินผักผลไม้ได้ไม่พอจริงๆ แต่ต้องแช่น้ำให้พองเต็มที่ก่อนกินและดื่มน้ำตามให้มาก ห้ามกลืนแบบแห้งเพราะอาจติดคอหรือหลอดอาหาร ผู้ที่กลืนลำบาก มีลำไส้ตีบ หรือปวดท้องมากร่วมกับไม่ผายลม ไม่ควรใช้เองและควรพบแพทย์ก่อน

อาหารเผ็ดทำให้เป็นริดสีดวงไหม

ไม่ได้ทำให้เกิดโรค แต่ในคนที่มีแผลปริขอบทวารหรือริดสีดวงกำลังอักเสบ พริกอาจทำให้แสบทวารมากขึ้นตอนถ่าย ช่วงที่มีอาการจึงอาจลดความเผ็ดลงชั่วคราวเพื่อความสบายตัว ไม่จำเป็นต้องเลิกกินเผ็ดถาวรเมื่อหายดีแล้ว

ปรับปรุงล่าสุด