แผลปริขอบทวาร (anal fissure) — เจ็บเวลาถ่าย มีเลือด

เจ็บแสบมากเวลาถ่ายเหมือนโดนมีดบาด และมีเลือดสีแดงสด มักเป็นแผลปริขอบทวาร ไม่ใช่ริดสีดวง — สาเหตุ วิธีรักษาที่ได้ผลจริง และเมื่อไหร่ที่ต้องผ่าตัด

เกิดจาก อุจจาระแข็งครูดผ่านเยื่อบุขอบทวารหนักซ้ำๆ จนเป็นรอยแยกเล็กๆ ขึ้น เป็นสาเหตุ อันดับต้นๆ ของอาการเจ็บทวารหนักที่พบในคลินิก

แผลเล็กมาก บางครั้งยาวไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตร แต่เจ็บได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะบริเวณนั้น มีเส้นประสาทรับความรู้สึกหนาแน่น

อาการที่บอกว่าใช่

  • เจ็บแสบมากเวลาถ่าย คนไข้มักบรรยายว่า “เหมือนโดนมีดบาด” หรือ “เหมือนถ่ายเป็นเศษแก้ว”
  • เจ็บต่ออีกหลายสิบนาทีถึงเป็นชั่วโมงหลังถ่ายเสร็จ — จุดนี้แยกจากริดสีดวงได้ดี
  • เลือดสีแดงสด ปริมาณไม่มาก ติดกระดาษหรือเคลือบผิวอุจจาระ
  • เริ่มกลัวการเข้าห้องน้ำ จนกลั้นอุจจาระ

แผลปริกับริดสีดวง ต่างกันอย่างไร

แผลปริขอบทวารริดสีดวงภายใน
ความเจ็บเจ็บมาก ตอนถ่ายและหลังถ่ายมักไม่เจ็บ
เลือดแดงสด ไม่มากแดงสด อาจหยดหรือเป็นสาย
ก้อนยื่นไม่มี (อาจมีติ่งเล็กที่ปลายแผล)มีเมื่อถึงระยะ 2 ขึ้นไป
สาเหตุตรงอุจจาระแข็งครูดหลอดเลือดโป่งพองจากการเบ่ง

อาการเลือดออกของทั้งสองโรคเหมือนกันมาก อ่านการแยกเลือดออกโดยละเอียดได้ที่ ริดสีดวงมีเลือดออก อันตรายไหม

ทำไมแผลเล็กๆ ถึงไม่ยอมหาย

นี่คือหัวใจของโรคนี้ และเป็นเหตุผลที่หลายคนรักษาไม่ถูกทาง

  1. อุจจาระแข็งครูดจนเกิดแผล
  2. แผลเจ็บ → กล้ามเนื้อหูรูดเกร็งตัว โดยอัตโนมัติ
  3. หูรูดที่เกร็ง ทำให้ เลือดไปเลี้ยงบริเวณแผลน้อยลง แผลจึงหายช้ากว่าปกติ
  4. กลัวเจ็บ จึงกลั้นไม่ถ่าย → อุจจาระยิ่งแข็ง
  5. ถ่ายครั้งต่อไป แผลฉีกซ้ำอีก

วงจรนี้คือสิ่งที่ทำให้แผลปริเฉียบพลันกลายเป็นเรื้อรัง การรักษาที่ได้ผลจึงต้องตัดวงจร ไม่ใช่แค่ทายาแก้ปวด

สาเหตุที่พบบ่อย

  • ท้องผูก อุจจาระแข็ง เบ่งแรง — สาเหตุอันดับหนึ่ง
  • ท้องเสียรุนแรงหลายรอบ
  • การคลอดบุตร
  • นั่งถ่ายนานๆ เป็นประจำ

การรักษา — ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด

แผลปริระยะเฉียบพลันส่วนใหญ่หายได้ใน 4–6 สัปดาห์โดยไม่ต้องผ่าตัด สิ่งที่ต้องทำคือทำให้แผลไม่ถูกครูดซ้ำ และคลายหูรูดให้เลือดไปเลี้ยงแผลได้

1. ทำให้อุจจาระนิ่ม — สำคัญที่สุด

นี่ไม่ใช่คำแนะนำประกอบ แต่เป็นตัวการรักษาเอง ถ้าข้อนี้ไม่สำเร็จ วิธีอื่นก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะแผลจะถูกครูดซ้ำใหม่ทุกวัน

  • ดื่มน้ำให้พอ กินผักผลไม้และอาหารกากใย
  • ใช้ยาระบายชนิดเพิ่มกากหรือทำให้อุจจาระนิ่มตามที่แพทย์สั่ง — ใช้ได้ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ไม่ใช่กินครั้งเดียวแล้วหยุด
  • ไม่กลั้นอุจจาระ และไม่เบ่ง

2. แช่ก้นในน้ำอุ่น

ครั้งละ 10–15 นาที วันละ 2–3 ครั้ง โดยเฉพาะหลังถ่าย ช่วยคลายหูรูดและลดปวดได้จริง เป็นวิธีง่ายๆ ที่มีผลมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด

3. ยาทา — บรรเทาอาการ ไม่ใช่ตัวรักษา

ยาทาแก้ปวดหรือยาริดสีดวงที่ซื้อใช้เองช่วยให้เจ็บน้อยลงชั่วคราวได้ แต่ไม่ได้ทำให้แผลหาย เพราะไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ คือหูรูดที่เกร็งและอุจจาระที่ยังแข็งอยู่

ข้อควรระวังคือ เมื่อทายาแล้วเจ็บน้อยลง หลายคนเข้าใจว่าดีขึ้นแล้วจึงหยุดแก้ท้องผูก แผลก็ถูกครูดซ้ำต่อไปเงียบๆ จนกลายเป็นเรื้อรัง ตัวที่ทำให้แผลหายจริงคือข้อ 1 และ 2 ส่วนยาทาเป็นเพียงตัวช่วยระหว่างรอให้แผลหาย

แผลปริเรื้อรัง

ถ้าเป็นนานเกิน 6–8 สัปดาห์ แผลจะเปลี่ยนลักษณะ ขอบแผลหนาขึ้น อาจเห็นติ่งเนื้อที่ปลายแผล (sentinel tag) ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นริดสีดวง

ในกลุ่มนี้ ถ้ารักษาแบบไม่ผ่าตัดเต็มที่แล้วยังไม่หาย การผ่าตัดคลายหูรูดบางส่วนเป็นวิธีที่ได้ผลดี เป็นการผ่าตัดเล็ก จุดประสงค์คือหยุดการเกร็งของหูรูดเพื่อให้แผลได้หาย

การผ่าตัดไม่ใช่ทางเลือกแรก และคนส่วนใหญ่ไม่ต้องไปถึงขั้นนั้น

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

  • เจ็บมากจนนั่งหรือทำงานไม่ได้
  • มีไข้ บวมแดง หรือมีหนอง — อาจเป็นฝีรอบทวาร ไม่ใช่แผลปริ ดู ฝีรอบทวารและฝีคัณฑสูตร
  • เลือดออกมาก หรือออกไม่หยุด
  • แผลไม่หายภายใน 6–8 สัปดาห์ ทั้งที่แก้ท้องผูกแล้ว
  • แผลอยู่ด้านข้างของทวารหนัก แทนที่จะเป็นตำแหน่งปกติ หรือมีแผลหลายแผล — ต้องหาสาเหตุอื่นเพิ่ม
  • น้ำหนักลด ท้องเสียเรื้อรัง หรือนิสัยการขับถ่ายเปลี่ยนไป

แผลปริเป็นโรคที่สร้างความทรมานเกินกว่าขนาดแผลมาก คนไข้หลายคนทนอยู่เป็นเดือนเพราะคิดว่าเป็นริดสีดวง และซื้อยาริดสีดวงมาใช้เอง ทั้งที่การรักษาต่างกัน — การตรวจครั้งเดียวก็แยกได้แล้ว

แต่ละโรคอาการทับซ้อนกันได้ อาการอย่างเดียวแยกโรคให้ขาดไม่ได้ ต้องอาศัยการตรวจร่างกายโดยแพทย์ จึงจะวินิจฉัยได้ตรงที่สุด ไม่แนะนำให้วินิจฉัยเองและซื้อยากินเอง เพราะแต่ละโรครักษาคนละแนวทาง ถ้าเข้าใจผิดแล้วรักษาไปตามความเชื่อเดิม อาการอาจไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงได้

อ่านตารางเทียบอาการและรายละเอียดแต่ละโรคได้ที่ โรคบริเวณทวารหนัก: แผลปริ ฝี ฝีคัณฑสูตร และติ่งเนื้อ

คำถามที่พบบ่อย

กดที่คำถามเพื่อดูคำตอบ

แผลปริขอบทวารต่างจากริดสีดวงอย่างไร

จุดแยกที่ชัดที่สุดคือความเจ็บ ริดสีดวงภายในมีเลือดออกโดยไม่เจ็บ ส่วนแผลปริเจ็บแสบมากเวลาถ่ายเหมือนโดนบาด และเจ็บต่ออีกหลายสิบนาทีถึงเป็นชั่วโมงหลังถ่ายเสร็จ ทั้งสองโรคมีเลือดสีแดงสดเหมือนกันจึงสับสนกันบ่อย

แผลปริหายเองได้ไหม

แผลปริระยะเฉียบพลันส่วนใหญ่หายได้ภายใน 4–6 สัปดาห์ ด้วยการทำให้อุจจาระนิ่มและแช่ก้นน้ำอุ่น โดยไม่ต้องผ่าตัด กุญแจสำคัญคือต้องแก้ท้องผูกให้ได้จริง ไม่อย่างนั้นแผลจะถูกครูดซ้ำทุกวันและไม่มีโอกาสหาย

ทำไมยิ่งเจ็บยิ่งไม่หาย

เพราะความเจ็บทำให้กล้ามเนื้อหูรูดเกร็งตัว เลือดไปเลี้ยงแผลน้อยลง แผลจึงหายช้า และเมื่อถ่ายครั้งต่อไปก็ฉีกซ้ำอีก เป็นวงจรที่หมุนวนอยู่อย่างนั้น การรักษาจึงเน้นตัดวงจรนี้ด้วยการทำให้อุจจาระนิ่มและคลายหูรูด

กลั้นไม่ถ่ายเพราะกลัวเจ็บ ได้ไหม

ไม่ควร เพราะยิ่งกลั้น อุจจาระยิ่งแข็งขึ้น และเมื่อถ่ายออกมาจะยิ่งฉีกแผลหนักกว่าเดิม นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้แผลปริกลายเป็นเรื้อรังบ่อยที่สุด ควรใช้ยาระบายให้อุจจาระนิ่มแทน

แผลปริต้องผ่าตัดไหม

ส่วนใหญ่ไม่ต้อง การผ่าตัดสงวนไว้สำหรับแผลปริเรื้อรังที่รักษาแบบไม่ผ่าตัดเต็มที่แล้วนานเกิน 6–8 สัปดาห์แต่ยังไม่หาย

ปรับปรุงล่าสุด