ริดสีดวงมีเลือดออก อันตรายไหม และเมื่อไหร่ต้องพบแพทย์
เลือดออกทางทวารหนักส่วนใหญ่มาจากริดสีดวงและไม่อันตราย แต่มีบางลักษณะที่ต้องตรวจหาสาเหตุอื่น — แยกให้ชัดว่าแบบไหนรอได้ แบบไหนควรมาตรวจ
เลือดที่เห็นบนกระดาษชำระเป็นอาการที่ทำให้คนตกใจมากที่สุด และเป็นเหตุผลอันดับหนึ่งที่คนไข้ มาหาหมอเรื่องริดสีดวง
อีกสาเหตุที่พบบ่อยพอๆ กันแต่มักถูกมองข้ามคือ แผลปริขอบทวาร ซึ่งแยกจากริดสีดวงได้ชัดเจน ด้วยอาการเจ็บที่ต่างกันมาก
เลือดแบบไหนที่เข้าได้กับริดสีดวง
- สีแดงสด ไม่ใช่สีคล้ำหรือดำ
- ออกตอนหรือหลังถ่าย แล้ว หยุดเอง
- ไม่เจ็บ (ถ้าเจ็บแสบมากเวลาถ่าย มักเป็นแผลปริขอบทวารมากกว่า)
- เลือด เคลือบอยู่ด้านนอก ก้อนอุจจาระ หรือติดกระดาษ ไม่ปนเป็นเนื้อเดียวกัน
- ปริมาณไม่มาก เป็นรอยหรือหยดไม่กี่หยด
ทำไมริดสีดวงถึงมีเลือดออก
หัวริดสีดวงภายในคือกลุ่มหลอดเลือดที่โป่งพองอยู่ใต้เยื่อบุบางๆ เวลาก้อนอุจจาระแข็งเสียดสีผ่าน หรือเวลาเบ่ง เยื่อบุนั้นถลอกและเลือดจึงออก
เพราะเลือดมาจากหลอดเลือดแดงเล็กๆ สีจึงแดงสด และเพราะตำแหน่งนั้นไม่มีเส้นประสาทรับความเจ็บ เลือดจึงออกโดยไม่เจ็บ
อันตรายไหม
ในแง่ตัวการเสียเลือดเอง — การเลือดออกครั้งคราวไม่อันตราย ปริมาณที่เห็นบนกระดาษหรือหยดในโถ น้อยกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดมาก
สิ่งที่ต้องระวังมีสองอย่าง
- เลือดออกเรื้อรังทุกวันเป็นเดือน อาจสะสมจนเกิดภาวะโลหิตจาง — สังเกตอาการซีด เหนื่อยง่าย ใจสั่น เวียนหัวเวลาลุกยืน
- การสรุปเองว่าเป็นริดสีดวง ทั้งที่เลือดมาจากสาเหตุอื่น นี่คือความเสี่ยงที่แท้จริง ไม่ใช่ตัวเลือดเอง
เลือดแบบไหนที่ไม่น่าใช่ริดสีดวงอย่างเดียว
- สีดำคล้ำ เหนียว กลิ่นแรง — เลือดจากทางเดินอาหารส่วนบน ต้องตรวจหาสาเหตุ
- ปนเป็นเนื้อเดียวกับอุจจาระ หรือมีมูกเลือด
- เจ็บแสบมากทุกครั้งที่ถ่าย — มักเป็น แผลปริขอบทวาร
- มีไข้ ปวดท้อง ท้องเสียเรื้อรัง ร่วมด้วย
- นิสัยการขับถ่ายเปลี่ยนไป อุจจาระเล็กลง ท้องผูกสลับท้องเสีย หรือน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ
ทำอย่างไรเมื่อเลือดออก
สิ่งที่ช่วยได้จริงคือการหยุดสาเหตุ — คือการเบ่งและอุจจาระแข็ง
- ดื่มน้ำให้พอ กินผักผลไม้และอาหารกากใย
- ไม่นั่งถ่ายเกิน 5 นาที และไม่เล่นโทรศัพท์ในห้องน้ำ
- ไม่เบ่ง ถ้ายังไม่ปวดถ่ายก็ยังไม่ต้องนั่ง
- ยาระบายอ่อนๆ ในช่วงที่ท้องผูก
- ยารับประทานและยาเหน็บตามที่แพทย์สั่ง
หลายคนเลือดหยุดภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์เพียงแค่แก้เรื่องการขับถ่าย และ เมื่อเลือดหยุดแล้ว ก็คือหายแล้ว ไม่ต้องรักษาเพิ่มเพื่อป้องกัน
ถ้าเลือดยังออกซ้ำแม้ทำทุกอย่างแล้ว ทางเลือกถัดไปคือ การฉีดยา หรือ การรัดยาง ตามระยะที่ตรวจพบ
เมื่อไหร่ควรมาพบแพทย์
มาตรวจโดยไม่ต้องรอ ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง
- เลือดออกมากจนเห็นเป็นสาย หรือน้ำในโถแดงทุกครั้งที่ถ่าย
- เลือดออกต่อเนื่องหลายวันไม่หยุด
- ซีด เวียนหัว ใจสั่น เหนื่อยง่าย — สัญญาณของภาวะโลหิตจาง
- อุจจาระสีดำคล้ำหรือเหนียว
- มีไข้ร่วมกับปวดทวารหนัก
- เลือดออกครั้งแรกในชีวิต โดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 45–50 ปี
- นิสัยการขับถ่ายเปลี่ยนไปนานเกิน 2–3 สัปดาห์ อุจจาระเล็กลง หรือน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ
- มีประวัติมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว
ถ้าไม่มีข้อใดข้างบนเลย เลือดออกครั้งคราวจากริดสีดวงรอดูอาการ 1–2 สัปดาห์พร้อมแก้ท้องผูกได้ แต่ถ้ายังออกซ้ำ ควรให้แพทย์ตรวจเพื่อยืนยันว่าเลือดมาจากริดสีดวงจริง — การตรวจใช้เวลาไม่นาน และทำให้ไม่ต้องคาดเดาต่อไปอีก
คำถามที่พบบ่อย
กดที่คำถามเพื่อดูคำตอบ
เลือดออกทางทวารหนัก แปลว่าเป็นมะเร็งไหม
ส่วนใหญ่ไม่ใช่ สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือริดสีดวงและแผลปริขอบทวาร แต่เพราะอาการเลือดออกของสาเหตุต่างๆ หน้าตาเหมือนกัน จึงแยกด้วยตาเองไม่ได้ทั้งหมด การตรวจครั้งเดียวช่วยตัดความกังวลนี้ออกไปได้
เลือดออกแค่ติดกระดาษ ต้องมาตรวจไหม
ถ้าเป็นครั้งคราว ไม่เจ็บ และหายไปเมื่อแก้ท้องผูกได้ ก็รอดูอาการ 1–2 สัปดาห์ได้ แต่ถ้ายังออกซ้ำๆ เกินสองสัปดาห์ หรือเป็นการเลือดออกครั้งแรกในชีวิต ควรให้แพทย์ตรวจให้แน่ใจว่ามาจากริดสีดวงจริง
เลือดออกเยอะแค่ไหนถึงเรียกว่าอันตราย
ถ้าเห็นเลือดเป็นสายหรือทำให้น้ำในโถแดงทุกครั้งที่ถ่าย ออกต่อเนื่องหลายวัน หรือมีอาการซีด เวียนหัว ใจสั่น เหนื่อยง่าย ควรมาตรวจโดยไม่ต้องรอ เพราะการเสียเลือดเรื้อรังทำให้โลหิตจางได้
กินยาแล้วเลือดหยุด ถือว่าหายหรือยัง
ถ้าเลือดหยุดและไม่กลับมาอีก ก็ถือว่าอาการหายแล้ว ไม่จำเป็นต้องรักษาเพิ่มหรือฉีดเพื่อป้องกัน สิ่งที่ควรทำต่อคือรักษาการขับถ่ายให้ดีต่อไป เพราะสาเหตุเดิมคือการเบ่งและท้องผูก
อ่านภาพรวมทั้งหมดได้ที่ ริดสีดวงทวาร: อาการ สาเหตุ ระยะ และการรักษา
ปรับปรุงล่าสุด