รักษาริดสีดวงด้วยการรัดยาง (rubber band ligation)
การรัดยางริดสีดวงคืออะไร เหมาะกับระยะไหน ต่างจากการฉีดอย่างไร เจ็บไหม ใช้เวลากี่วันกว่าหัวริดสีดวงจะหลุด และอาการหลังทำแบบไหนที่ปกติ
การรัดยาง (rubber band ligation) คือการใช้ ยางวงเล็กมาก รัดที่ฐานของหัวริดสีดวงภายใน เพื่อตัดเลือดที่ไปเลี้ยง หัวริดสีดวงจึงฝ่อและหลุดออกไปเองภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์
เป็นหัตถการที่ทำที่คลินิก ใช้เวลาไม่กี่นาที ไม่ต้องดมยาสลบ และกลับบ้านได้เลย
เหมาะกับใคร
การรัดยางเหมาะกับ ริดสีดวงภายในระยะ 2 และระยะ 3 โดยเฉพาะหัวที่ใหญ่พอสมควรและยื่นออกมาชัด
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่ายิ่งหัวใหญ่ยิ่งเหมาะกับการรัดยาง หากหัวริดสีดวงใหญ่มากจนไม่สามารถ ดูดเนื้อเยื่อเข้าไปในกระบอกรัดได้พอ ยางจะครอบฐานได้ไม่เหมาะสม จึงอาจรัดไม่ได้ แพทย์ต้องตรวจขนาด ตำแหน่ง และฐานของหัวริดสีดวงก่อน แล้วจึงเลือกวิธีรักษาที่เหมาะกว่า
- ระยะ 1 ยังไม่ใช่ข้อบ่งชี้ — ระยะนี้รักษาด้วยการปรับพฤติกรรมและยา
- ระยะ 4 ที่ยื่นค้างดันกลับไม่ได้ มักเกินขอบเขตของการรัดยาง และเป็นข้อบ่งชี้ของ การผ่าตัด
- ริดสีดวงภายนอก รัดยางไม่ได้ เพราะบริเวณนั้นรับความรู้สึกเจ็บเต็มที่
ดูว่าตัวเองน่าจะอยู่ระยะไหนได้ที่ ระยะ (เกรด) ของริดสีดวง
รัดยางกับฉีดยา ต่างกันตรงไหน

ภาพเปรียบเทียบลำดับการเปลี่ยนแปลงหลังฉีดยาและหลังรัดยาง: การฉีดทำให้หัวริดสีดวงค่อยๆ ฝ่อ ส่วนการรัดยางทำให้หัวที่ถูกรัดหลุดแล้วแผลสมาน ทั้งสองวิธีใช้กับริดสีดวงภายในตามข้อบ่งชี้ที่แพทย์ตรวจพบ
| การฉีด (sclerotherapy) | การรัดยาง | |
|---|---|---|
| หลักการ | ยาทำให้หลอดเลือดตีบและฝ่อ | ตัดเลือดที่เลี้ยงจนหัวหลุด |
| ระยะที่เหมาะ | 2 ถึงต้น 3 | 2–3 โดยเฉพาะหัวที่ใหญ่พอสมควร แต่ต้องดูดเข้าอุปกรณ์ได้ |
| ความรู้สึกหลังทำ | หน่วงเล็กน้อย | หน่วงชัดกว่าใน 1–2 วันแรก |
| ผลที่เห็น | ค่อยเป็นค่อยไปใน 2–4 สัปดาห์ | หัวหลุดวันที่ 5–10 |
ทั้งสองวิธีทำที่คลินิก กลับบ้านได้เลย และไม่ต้องดมยาสลบ แพทย์เลือกจากขนาดและระยะที่ตรวจพบจริง
ขั้นตอนเป็นอย่างไร
- ตรวจทวารหนักเพื่อยืนยันระยะและตำแหน่ง
- ใช้กล้องส่องทวารหนักขนาดเล็ก (anoscope)
- ดูดหัวริดสีดวงเข้าอุปกรณ์ แล้วปล่อยยางวงเล็กรัดที่ฐาน
- มักรัดครั้งละ 1–2 ตำแหน่ง ไม่รัดทุกหัวพร้อมกันในครั้งเดียว
หลังรัด — อะไรคือเรื่องปกติ
สิ่งที่พบได้ตามปกติ
- รู้สึกหน่วงหรือปวดตื้อๆ เหมือนอยากถ่าย ใน 24–48 ชั่วโมงแรก เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด
- มีเลือดออกเล็กน้อยตอนที่หัวหลุด ประมาณวันที่ 5–10
- หัวริดสีดวงกับยางมักหลุดออกไปกับการถ่ายโดยไม่ทันสังเกต
สิ่งที่ควรทำ
- ไม่ปล่อยให้ท้องผูก ดื่มน้ำและกินกากใยให้พอ
- ไม่เบ่ง ไม่นั่งถ่ายนาน
- เลี่ยงยกของหนักในสัปดาห์แรก
- แช่ก้นน้ำอุ่นได้ถ้ารู้สึกหน่วง
- ยาแก้ปวดพาราเซตามอลใช้ได้ตามปกติ
ต้องรัดให้ครบทุกหัวไหม
ไม่จำเป็น เป้าหมายคือ ทำให้อาการหาย ไม่ใช่กำจัดหัวริดสีดวงให้หมดทุกหัว ถ้ารัดไปหนึ่งถึง สองตำแหน่งแล้วเลือดหยุดและก้อนไม่ยื่นอีก ก็ถือว่าจบการรักษา หัวที่เหลือซึ่งไม่มีอาการ ไม่จำเป็นต้องแตะ
อาการที่ควรกลับมาพบแพทย์
- มีก้อนปูดบวมที่รูทวารและปวดมาก — มีโอกาสเกิดริดสีดวงอุดตัน ควรมาพบแพทย์
- ปวดรุนแรงมากทันทีหลังรัด — อาจรัดโดนตำแหน่งที่ต่ำเกินไป และแก้ไขได้
- เลือดออกมาก ออกเป็นลิ่ม หรือออกไม่หยุด
- มีไข้ หนาวสั่น หรือปัสสาวะไม่ออก
- ปวดที่แย่ลงเรื่อยๆ หลังผ่านไปหลายวัน แทนที่จะดีขึ้น
ความหน่วงตื้อๆ ในสองวันแรก และเลือดซึมเล็กน้อยในวันที่หัวหลุด เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปกติ ไม่ใช่สัญญาณอันตราย
คำถามที่พบบ่อย
กดที่คำถามเพื่อดูคำตอบ
รัดยางกับฉีดยา เลือกอย่างไร
การฉีดเหมาะกับหัวริดสีดวงระยะ 2 ถึงต้นระยะ 3 ส่วนการรัดยางเหมาะกับหัวที่ใหญ่ขึ้นและยื่นออกมาชัดในระยะ 2–3 แต่ถ้าหัวใหญ่มากจนดูดเข้าอุปกรณ์รัดยางไม่ได้ ก็อาจต้องเลือกวิธีอื่น แพทย์จะเลือกจากขนาดและระยะที่ตรวจพบจริง ทั้งสองวิธีทำที่คลินิกและกลับบ้านได้เลย
รัดยางเจ็บไหม
ยางรัดที่ตำแหน่งเหนือแนวรับความรู้สึกเจ็บ คนไข้ส่วนใหญ่จึงรู้สึกหน่วงๆ ตื้อๆ คล้ายอยากถ่าย มากกว่าจะเจ็บ ความรู้สึกนี้มักเด่นที่สุดใน 24–48 ชั่วโมงแรกแล้วค่อยๆ ลดลง
ยางจะหลุดเมื่อไหร่ ต้องมาให้แพทย์เอาออกไหม
ไม่ต้อง หัวริดสีดวงที่ถูกรัดจะขาดเลือด ฝ่อ และหลุดไปเองพร้อมยางประมาณวันที่ 5–10 มักหลุดออกไปกับการถ่ายโดยไม่รู้ตัว อาจมีเลือดออกเล็กน้อยในวันที่หลุด ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
รัดยางแล้วต้องทำซ้ำกี่ครั้ง
ถ้ามีหัวริดสีดวงหลายตำแหน่ง แพทย์มักรัดทีละหนึ่งถึงสองตำแหน่ง แล้วนัดประเมินซ้ำ ถ้าอาการหายไปแล้วก็จบการรักษา ไม่ต้องรัดให้ครบทุกหัวถ้าหัวที่เหลือไม่มีอาการ
อ่านภาพรวมทั้งหมดได้ที่ ริดสีดวงทวาร: อาการ สาเหตุ ระยะ และการรักษา
ปรับปรุงล่าสุด