รักษาริดสีดวงด้วยการฉีด (sclerotherapy) — ขั้นตอน เจ็บไหม หายไหม

การฉีดยาริดสีดวงทำอย่างไร เหมาะกับระยะไหน เจ็บแค่ไหน พักฟื้นนานไหม และอาการแบบไหนหลังฉีดที่เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ภาวะแทรกซ้อน

การฉีดยาริดสีดวง (sclerotherapy) คือการฉีดยาเข้าไปที่ ฐานของหัวริดสีดวงภายใน เพื่อให้ หลอดเลือดตรงนั้นตีบและฝ่อลง หัวริดสีดวงจึงเล็กลงและเลือดหยุดออก

เป็นวิธีที่ทำที่คลินิกได้ ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และเป็นทางเลือกหลักสำหรับ ริดสีดวงภายในที่ยังไม่ถึงขั้นต้องผ่าตัด

อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบการรักษาริดสีดวงภายใน 2 วิธี แถวบนแสดงการฉีดยาที่ฐานของหัวริดสีดวง จากบวมชั่วคราวหลังฉีดจนค่อยๆ ฝ่อและเกิดพังผืด แถวล่างแสดงการรัดยางที่ฐานจนหัวริดสีดวงขาดเลือด หลุด และแผลสมาน

ภาพเปรียบเทียบลำดับการเปลี่ยนแปลงหลังฉีดยาและหลังรัดยาง: การฉีดทำให้หัวริดสีดวงค่อยๆ ฝ่อ ส่วนการรัดยางทำให้หัวที่ถูกรัดหลุดแล้วแผลสมาน ทั้งสองวิธีใช้กับริดสีดวงภายในตามข้อบ่งชี้ที่แพทย์ตรวจพบ

เหมาะกับใคร

การฉีดเหมาะกับ ริดสีดวงภายในระยะ 2 และระยะ 3 ที่ยังคุมอาการด้วยยาไม่ได้

ข้อสำคัญ: ริดสีดวงระยะที่ 1 ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ของการฉีด ระยะ 1 คือยังไม่มีก้อน ยื่นออกมา มีแค่เลือดออก ซึ่งรักษาด้วยการแก้ท้องผูก ปรับพฤติกรรมการขับถ่าย และยา ก็ได้ผลดีอยู่แล้ว การฉีดในระยะนี้ไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้น ดูรายละเอียดระยะได้ที่ ระยะ (เกรด) ของริดสีดวง

การฉีดยังไม่ใช่วิธีสำหรับ ริดสีดวงภายนอก เพราะบริเวณนั้นรับความรู้สึกเจ็บได้เต็มที่ และการฉีดไม่ได้ช่วย

ขั้นตอนเป็นอย่างไร

  1. แพทย์ตรวจทวารหนักเพื่อยืนยันตำแหน่งและระยะก่อน
  2. ใช้กล้องส่องทวารหนักขนาดเล็ก (anoscope) เพื่อให้เห็นหัวริดสีดวงภายใน
  3. ฉีดยาเข้าที่ ฐาน ของหัวริดสีดวง — จุดนี้อยู่เหนือแนวรับความรู้สึกเจ็บ
  4. ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 5–10 นาที แล้วกลับบ้านได้

เจ็บแค่ไหน

คนไข้ส่วนใหญ่บอกว่ารู้สึก ตื้อๆ หน่วงๆ คล้ายปวดอยากถ่าย มากกว่าจะเจ็บแบบโดนเข็ม เพราะตำแหน่งที่ฉีดไม่มีเส้นประสาทรับความเจ็บ ความรู้สึกหน่วงนี้มักหายไปภายในไม่กี่ชั่วโมง

หลังฉีด — อะไรคือเรื่องปกติ

ส่วนนี้สำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้คนไข้ตกใจโดยไม่จำเป็น

สิ่งที่พบได้ตามปกติในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก

  • มีเลือดออกเล็กน้อยเวลาถ่าย
  • รู้สึกบวม ตึง หรือหน่วงที่ทวารหนัก
  • รู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุดในช่วงแรก

อาการเหล่านี้คือ ยากำลังทำงาน ไม่ใช่ภาวะแทรกซ้อน และจะค่อยๆ ลดลงเอง

สิ่งที่ควรทำ

  • ดื่มน้ำและกินกากใยให้พอ ไม่ปล่อยให้ท้องผูก
  • ไม่เบ่ง ไม่นั่งถ่ายนาน
  • เลี่ยงยกของหนักและออกกำลังกายหนักในสัปดาห์แรก
  • แช่ก้นน้ำอุ่นได้ถ้ารู้สึกหน่วง

หายแล้วคือจบการรักษา

หลังฉีดต้องให้เวลายาทำงานและรอประมาณ 2–3 สัปดาห์ จึงค่อยประเมินผล หากเลือดหยุดและ อาการหายไป ถือว่าจบการรักษา ไม่ต้องฉีดซ้ำเพื่อ “กันไว้ก่อน” หัวริดสีดวงที่เลิกมีอาการแล้ว ไม่ต้องการเข็มเพิ่ม

หากผ่านไป 2–3 สัปดาห์แล้วยังไม่หาย โดยเฉพาะรายที่หัวริดสีดวงใหญ่หรือมีหลายตำแหน่ง แพทย์ อาจพิจารณาฉีดซ้ำ โดยบางรายอาจต้องฉีด รวม 3–4 ครั้ง ทั้งนี้ตัดสินจาก อาการที่เหลืออยู่จริง และผลการตรวจ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องฉีดให้ครบตามจำนวนนี้

ถ้าการฉีดไม่พอ

ทางเลือกถัดไปคือ การรัดยาง สำหรับระยะ 2–3 และ การผ่าตัด สำหรับระยะ 4 หรือรายที่วิธีอื่นไม่ได้ผล

เมื่อไหร่ควรกลับมาพบแพทย์หลังฉีด

  • เลือดออกมาก ออกเป็นลิ่ม หรือออกไม่หยุด
  • ปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะค่อยๆ ดีขึ้น
  • มีไข้ หนาวสั่น
  • ปัสสาวะไม่ออก
  • อาการเดิมยังไม่ดีขึ้นเลยหลังผ่านไป 4–6 สัปดาห์

นอกเหนือจากรายการข้างบน อาการหน่วงและเลือดซึมเล็กน้อยในช่วงแรกไม่ใช่สัญญาณอันตราย

คำถามที่พบบ่อย

กดที่คำถามเพื่อดูคำตอบ

ฉีดริดสีดวงเจ็บไหม

บริเวณที่ฉีดคือริดสีดวงภายใน ซึ่งอยู่เหนือแนวรับความรู้สึกเจ็บ คนไข้ส่วนใหญ่จึงรู้สึกแค่ตื้อๆ หน่วงๆ คล้ายปวดถ่าย ไม่ใช่เจ็บแบบโดนเข็ม ความรู้สึกหน่วงนี้มักหายไปในไม่กี่ชั่วโมง

ฉีดแล้วต้องนอนโรงพยาบาลไหม ต้องหยุดงานกี่วัน

ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ทำที่คลินิกและกลับบ้านได้เลย ไม่ต้องดมยาสลบ คนส่วนใหญ่กลับไปทำงานปกติได้ในวันเดียวกันหรือวันรุ่งขึ้น เพียงเลี่ยงการยกของหนักและการเบ่งในช่วงสัปดาห์แรก

หลังฉีดมีเลือดออกและรู้สึกบวม ผิดปกติหรือเปล่า

ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก การมีเลือดออกเล็กน้อยและรู้สึกบวมตึงหน่วงๆ เป็นเรื่องที่พบได้ตามปกติ เป็นผลของยาที่กำลังทำให้หัวริดสีดวงฝ่อ ไม่ใช่ภาวะแทรกซ้อน แต่ถ้าเลือดออกมาก ปวดรุนแรง หรือมีไข้ ให้กลับมาพบแพทย์

ฉีดครั้งเดียวหายไหม ต้องกลับมาฉีดซ้ำเป็นรอบๆ ไหม

หลังฉีดต้องรอประมาณ 2–3 สัปดาห์จึงประเมินผลได้ หากอาการหายแล้วถือว่าจบการรักษา ไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำเพื่อป้องกัน แต่ถ้ายังไม่หาย โดยเฉพาะรายที่หัวริดสีดวงใหญ่หรือมีหลายตำแหน่ง แพทย์อาจพิจารณาฉีดซ้ำ โดยบางรายอาจต้องฉีดรวม 3–4 ครั้ง

ฉีดแล้วจะกลับเป็นอีกไหม

มีโอกาสกลับเป็นได้ถ้ายังท้องผูก เบ่งแรง หรือนั่งถ่ายนานเหมือนเดิม เพราะสาเหตุเดิมยังอยู่ การปรับพฤติกรรมการขับถ่ายจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ไม่ใช่คำแนะนำประกอบ

ปรับปรุงล่าสุด