โรคบริเวณทวารหนัก — ริดสีดวง แผลปริ ฝี และติ่งเนื้อ

เจ็บทวารหนัก มีเลือด บวม หรือคลำได้ติ่ง — ไม่ได้เป็นริดสีดวงเสมอไป รวมโรคบริเวณทวารหนักที่พบบ่อย อาการที่ใช้แยกกัน และแนวทางการรักษาแต่ละโรค

อินโฟกราฟิกให้ความรู้เปรียบเทียบ 6 ภาวะที่พบบ่อยบริเวณทวารหนัก ได้แก่ ริดสีดวงทวารภายใน ริดสีดวงทวารภายนอก ริดสีดวงทวารภายนอกชนิดลิ่มเลือด แผลปริขอบทวาร ฝีรอบทวาร และฝีคัณฑสูตร โดยแสดงตำแหน่งและลักษณะสำคัญผ่านภาพกายวิภาคแบบแผนผัง เพื่อช่วยให้เข้าใจความแตกต่างเบื้องต้น ข้อมูลนี้ใช้เพื่อการให้ความรู้ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้

ภาพเปรียบเทียบตำแหน่งและลักษณะสำคัญของ 6 ภาวะบริเวณทวารหนักที่พบบ่อย เพื่อช่วยทำความเข้าใจเบื้องต้น อาการจริงอาจคล้ายกันและควรให้แพทย์ตรวจเพื่อวินิจฉัย

ตารางด้านล่างเทียบอาการเด่นของแต่ละโรค ก่อนไปดูรายละเอียดแต่ละส่วน

แยกจากอาการเด่น

โรคน้ำที่พบมีก้อน/ติ่งความเจ็บ
ริดสีดวงภายในเลือดแดงสดยื่นตอนเบ่งถ่าย กลับเองได้หรือต้องดันเข้าไม่เจ็บ
ริดสีดวงภายนอกเลือดแดงสดคลำได้ใต้ผิวหนัง ส่วนใหญ่ดันกลับไม่ได้ ส่วนน้อยดันกลับได้เจ็บได้ โดยเฉพาะเมื่ออุดตัน
หัวริดสีดวงอุดตัน (thrombosed)เลือดซึมถ้าก้อนแตกก้อนแข็งสีคล้ำ ชัดเจน มักดันกลับไม่ได้ปวดที่ก้อน ปวดตลอดเวลา
แผลปริขอบทวารเลือดแดงสด ปริมาณไม่มากมีติ่งเนื้อ (sentinel tag) ในรายเรื้อรังปวดที่โคนติ่ง ปวดมากเวลาถ่าย หลังถ่ายไปสักระยะอาการจะดีขึ้น
ฝีรอบทวารหนอง ถ้าฝีแตกบวมแดงร้อนเป็นก้อนปวดตุบๆ ตลอดเวลา กดเจ็บมาก อาจมีไข้
ฝีคัณฑสูตรน้ำเหลืองหรือหนองซึมเรื้อรังมีรูเล็กข้างทวาร มีหนองซึมเป็นๆ หายๆมักไม่ปวดมาก ยกเว้นฝีกำเริบซ้ำ
ติ่งเนื้อที่ทวารไม่มีติ่งเนื้อนุ่ม ไม่บวมแดง อยู่มานานไม่เจ็บ
หูดที่ทวารไม่มี เว้นแต่เสียดสีจนมีเลือดออกตุ่มเล็กผิวขรุขระ ค่อยๆ เพิ่มจำนวนไม่เจ็บ อาจคัน

ตารางนี้ใช้เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาการเท่านั้น เพราะหลายโรคมีอาการคล้ายกัน และหลายคน อาจเป็นมากกว่าหนึ่งอย่างพร้อมกัน การดูจากอาการอย่างเดียวจึงไม่สามารถแยกโรคได้เสมอไป การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจร่างกายโดยแพทย์ร่วมด้วย หากวินิจฉัยตนเองผิด อาจทำให้รักษาผิดทาง อาการล่าช้า หรือเกิดอันตรายได้ จึงไม่แนะนำให้ซื้อยาหรือรักษาด้วยตนเองจากการคาดเดา ควรเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจและรับคำแนะนำที่เหมาะสม

แผลปริขอบทวาร (anal fissure)

รอยแยกเล็กๆ ที่เยื่อบุขอบทวารหนัก มักเกิดจากอุจจาระแข็งครูดผ่าน อาการเด่นคือ เจ็บแสบมากเวลาถ่าย และเจ็บต่ออีกเป็นชั่วโมงหลังถ่ายเสร็จ ร่วมกับเลือดสีแดงสด

นี่คือโรคที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นริดสีดวงบ่อยที่สุด เพราะมีเลือดออกเหมือนกัน แต่ริดสีดวงภายใน มักไม่เจ็บ ในขณะที่แผลปริเจ็บมาก

แผลปริส่วนใหญ่หายได้ด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด — อ่านต่อที่ แผลปริขอบทวาร

ฝีรอบทวาร และฝีคัณฑสูตร

ฝีรอบทวาร (perianal abscess) คือถุงหนองที่เกิดจากต่อมในทวารหนักติดเชื้อ อาการคือบวม แดง ร้อน กดเจ็บมาก และอาจมีไข้ ภาวะนี้ ต้องกรีดระบายหนอง กินยาปฏิชีวนะอย่างเดียวไม่พอ และเป็นอาการที่ไม่ควรรอดูเอง คลินิกกรีดระบายได้เฉพาะฝีขนาดเล็กและอยู่ตื้น หากฝีใหญ่ อยู่ลึก หรือลุกลาม แพทย์จะส่งต่อโรงพยาบาล

ฝีคัณฑสูตร (anal fistula) คือทางเชื่อมผิดปกติที่เหลืออยู่หลังฝีหายหรือแตกไปแล้ว สังเกตได้ จากรูเล็กๆ ข้างทวารที่มีหนองหรือน้ำเหลืองซึมเป็นๆ หายๆ ไม่หายขาดสักที ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ในโรงพยาบาล คลินิกไม่ผ่าตัดฝีคัณฑสูตร แต่ตรวจประเมินเบื้องต้นและส่งต่อได้

รายละเอียดทั้งสองอย่างอยู่ที่ ฝีรอบทวารและฝีคัณฑสูตร

ติ่งเนื้อที่ทวาร (anal skin tag)

ติ่งเนื้อนุ่มๆ ที่ขอบทวารหนัก มักเป็นสิ่งที่เหลือจากริดสีดวงภายนอกที่เคยบวมแล้วยุบ หรือจาก แผลปริที่หายแล้ว

ไม่อันตราย ไม่กลายเป็นมะเร็ง และส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องตัดออก เว้นแต่รบกวนการทำความสะอาด จนเกิดปัญหาจริง อ่านต่อที่ ติ่งเนื้อที่ทวาร

หูดที่ทวาร (anal wart)

เกิดจากเชื้อไวรัส HPV ลักษณะเป็นตุ่มเล็กๆ ผิวขรุขระคล้ายหงอนไก่ ค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น มักไม่เจ็บ แต่อาจคันหรือมีเลือดออกเวลาเสียดสี

วิธีหลักคือการจี้ไฟฟ้า ส่วนยาทาลอกหูดที่ซื้อเองห้ามใช้กับบริเวณนี้เพราะเป็นพิษต่อเนื้อเยื่อ และมีโอกาสกลับเป็นซ้ำ ซึ่งเป็นธรรมชาติของโรค ไม่ใช่ความล้มเหลวของการรักษา — หูดที่ทวาร

ปวดทวารหนัก

อาการปวดบริเวณนี้มีสาเหตุได้หลายอย่าง ตั้งแต่แผลปริ หัวริดสีดวงอุดตัน ฝี ไปจนถึงอาการปวดเกร็ง ของกล้ามเนื้อที่ไม่มีรอยโรคใดๆ เลย วิธีแยกอยู่ที่ ปวดทวารหนัก

สิ่งที่ช่วยได้กับเกือบทุกโรคในบริเวณนี้

  • ไม่ปล่อยให้ท้องผูก — ดื่มน้ำ กินผักผลไม้ ใช้ยาระบายอ่อนๆ เมื่อจำเป็น
  • ไม่นั่งถ่ายนาน ไม่เบ่ง — ไม่เล่นโทรศัพท์ในห้องน้ำ
  • แช่ก้นในน้ำอุ่น วันละ 2–3 ครั้ง ครั้งละ 10–15 นาที
  • ทำความสะอาดด้วยน้ำ ซับให้แห้ง ไม่ถูแรง

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

  • มีไข้ หนาวสั่น ร่วมกับปวดบวมที่ทวารหนัก — สงสัยฝี ควรมาตรวจโดยไม่ต้องรอ
  • มีหนองไหล หรือมีรูที่ผิวหนังข้างทวารที่ซึมไม่หาย
  • เจ็บมากจนนั่งหรือเดินลำบาก
  • เลือดออกมาก ออกไม่หยุด หรือมีอาการซีด เวียนหัว
  • แผลที่ทวารหนักที่ไม่หายภายใน 6–8 สัปดาห์
  • นิสัยการขับถ่ายเปลี่ยนไปนานเกิน 2–3 สัปดาห์ หรือน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ
  • เป็นเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือกินยากดภูมิ แล้วมีอาการบวมติดเชื้อ — ควรมาเร็วกว่าปกติ

โรคบริเวณทวารหนักเป็นเรื่องที่คนไข้ส่วนใหญ่อายที่จะพูดถึง จนปล่อยไว้นานกว่าที่ควร การตรวจใช้เวลาไม่กี่นาที และเกือบทุกโรคในหน้านี้รักษาง่ายกว่ามากเมื่อมาแต่เนิ่นๆ

ปรับปรุงล่าสุด